IMG_20210602_125936.jpg

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

พิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านวัดม่วง  ตั้งอยู่ภายในวัดม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง

          วัดม่วงเป็นวัดเก่าแก่ ตามประวัติบอกไว้ในคัมภีร์ใบลานเขียนด้วยอักษรมอญว่า มีอายุอยู่ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงเวลานั้น ชุมชนบ้านม่วงและบริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง มีกลุ่มชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายมอญ อยู่ร่วมกันกับกลุ่มชนอื่น เช่น ไทย จีน ลาว ญวน เขมรและกะเหรี่ยง มีการผสมผสานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน เกิดเป็นเอกลักษณ์ของคนในท้องถิ่นและความที่ชุมชนบ้านม่วงมีวิถีชีวิตผูกผัน อยู่กับประเพณีและความเชื่อดั่งเดิม ทำให้ชุมชนแห่งนี้เป็นขุมทรัพย์ทางความรู้ด้านมอญศึกษาแก่ผู้สนใจมากมาย

          พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้เป็นแหล่งค้นคว้ารวบรวมประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นชาวมอญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แบ่งการจัดแสดงออกเป็นห้องต่าง ๆ สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายโดยเริ่มจาก ห้องโถง มอญในตำนาน มอญในทางประวัติศาสตร์ ภาษามอญและจารึกภาษามอญ ประเพณีวัฒนธรรมมอญ มอญอพยพ มอญในไทยและผู้นำทางวัฒนธรรม  มีการจัดแสดงโบราณวัตถุ คัมภีร์ใบลานที่เขียนด้วยอักษรมอญมีอายุกว่า 300 ปี  เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลองในอดีต ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนในเขตอำเภอบ้านโป่งและอำเภอโพธาราม

          นอกจากนั้นภายในวัดยังมีศูนย์มอญศึกษา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–16.00 น. โดยไม่เสียเข้าชม (เข้าชมเป็นหมู่คณะควรติดต่อล่วงหน้า หรือ ทำหนังสือเรียนเจ้าอาวาสวัดม่วง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 08 6004 0786 (คุณสอางค์ พรหมอินทร์), 08 9885 8817, 0 3237 2548

          พิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านวัดม่วงขอเชิญชวนผู้เข้าชมที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปลองลิ้มชิมรสอาหารคาวหวานพื้นบ้านแบบมอญ เช่น แกงบอน น้ำปลายำ แกงมะตาด ในราคาเป็นกันเอง ติดต่อล่วงหน้าที่ บริเวณวัดยังมีศูนย์ทอผ้าพื้นบ้าน จำหน่ายผ้าทอมือ ผ้าขาวม้าฝีมือชาวบ้าน เปิดทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. โทร. 08 6111 1367 หรือคุณ สอางค์ พรหมอินทร์ โทร. 0898858817

การเดินทาง

           1. รถยนต์ จากตัวเมืองราชบุรีไปตามทางหลวงหมายเลข 4 แล้วแยกเข้าอำเภอบ้านโป่ง ไปตามทางหลวงหมายเลข 3089 เส้นโคกสูง-เบิกไพร (ทางไปถ้ำเขาช่องพราน) จากนั้นข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลองตรงไปประมาณ 7 กิโลเมตรและจากปากทางแยกเข้าไปอีก 2.5 กิโลเมตร ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์
           2. รถโดยสารประจำทาง  จากกรุงเทพฯ นั่งรถสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรีมาลงที่อำเภอบ้านโป่ง  แล้วนั่งรถโดยสารประจำทางสายบ้านโป่ง-โพธาราม  มาลงที่หน้าวัดม่วง

ที่กิน

           1. ร้านอาหารบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองทั้งสองฝั่งให้เลือกหลายร้าน
           2. หากเดินทางมาเป็นหมู่คณะ ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปลองลิ้มชิมรสอาหารคาวหวานพื้นบ้านแบบมอญ เช่น แกงบอน น้ำปลายำ แกงมะตาด ในราคาเป็นกันเอง ติดต่อล่วงหน้าที่ บริเวณวัดยังมีศูนย์ทอผ้าพื้นบ้าน จำหน่ายผ้าทอมือ ผ้าขาวม้าฝีมือชาวบ้าน เปิดทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. โทร. 08 6111 1367 หรือคุณ สอางค์ พรหมอินทร์ โทร. 0898858817

สถานที่จอดรถ

           ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

วันและเวลา เปิดทำการ

           วันพุธ-อาทิตย์  ตั้งแต่เวลา 09.00–16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม

"คัมภีร์งาช้าง"

          พุทธศาสนิกชนมอญสมัยโบราณนิยมสร้างคัมภีร์ทางศาสนาถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อสืบทอดพระศาสนา เชื่อกันว่าจะได้รับอานิสงส์สูง เมื่อสิ้นอายุไขก็จะได้พบพระนิพพานหรืออย่างน้อยก็ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี คัมภีร์เหล่านั้นสร้างด้วยวัสดุหลากหลายขึ้นกับฐานะและศรัทธาของผู้สร้าง เช่น กระดาษ ใบลาน ดินเผา ไม้ไผ่ ไม้สัก เงิน ทองแดง ทองคำ รวมทั้งงาช้าง ล้วนเป็นความอุตสาหะของผู้สร้างทั้งสิ้น โดยเฉพาะงาช้างที่มีความแกร่ง ยากที่จะทำให้เป็นแผ่นจดจารเป็นตำราเพื่อการใช้งานและนำพาไปที่ต่างๆ ได้สะดวก

         งาช้าง มอญเรียก “เกรี่ยงเจิญย์” (ျဂၚ္စိၚ္) ตามคติของมอญนั้นถือเป็นของสูงและมีค่าหายากเช่นเดียวกับชาติอื่นๆ ทั่วโลก นิยมใช้ทำเครื่องสูงและของสวยงามสำหรับเจ้าฟ้ามหากษัตริย์และพระเถระผู้ใหญ่ เช่น พระพุทธรูป เครื่องตั้ง พัดโบก ตาลปัตร ตลับ ผอบ หีบบุหรี่ และตราประทับประจำตำแหน่ง เป็นต้น 

ส่วนคัมภีร์งาช้างของมอญ ส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์ที่จดจารบันทึกเรื่องราวทางศาสนา ลักษณะเป็นแผ่นยาวราว 1 ศอก กว้างสัก 3 นิ้ว เหมือนคัมภีร์ใบลานทั่วไป เพียงแต่ทำจากงาช้าง เป็นคัมภีร์ที่ชาวมอญผู้มีอันจะกินนิยมทำขึ้นถวายวัดกันเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในเมืองไทยพบเพียง 2 แห่ง คือ วัดทองบ่อ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี                คัมภีร์งาช้างของทั้งสองวัดอายุกว่า 300 ปี ที่เชื่อว่าน่าจะทำขึ้นในเมืองมอญ โดยชาวมอญที่อพยพเข้ามายังเมืองไทยนำติดตัวเข้ามาด้วย

          เป็นที่รู้กันดีว่างาช้างนั้นมีความแข็งแกร่งมาก การจะทำเป็นคัมภีร์งาช้างให้มีความบางเพื่อน้ำหนักเบาในยุคสมัยที่ไม่มีเทคโนโลยีจักรกลเช่นทุกวันนี้ จึงต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญและผ่านขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ การนำกิ่งงาช้างแช่ในน้ำยาพิเศษ มีส่วนผสมของน้ำส้มและสารบางอย่างเพื่อให้งาช้างอ่อนตัว จากนั้นเลื่อยด้วยเลื่อยเหล็กอย่างเบามือ เพื่อให้ได้ความบางและเรียบเสมอกันทั้งแผ่น แล้วจึงถึงขั้นตอนการจดจารึกอักษรมอญ ซึ่งนิยมเขียนด้วยยางรักสีดำ บางครั้งนิยมเขียนภาพพระพุทธเจ้าพร้อมปิดทอง หรือลวดลายมอญประดับตกแต่งอย่างประณีต ส่วนตัวอักษรเป็นอักษรมอญโบราณ ซึ่งคนมอญปัจจุบันไม่สามารถอ่านได้ เช่นเดียวกับอักษรไทยสมัยสุโขทัยที่คนไทยปัจจุบันก็อ่านไม่ได้เช่นกัน ความเป็นงาช้างของคัมภีร์จึงกลายเป็นหอคอยงาช้างโดยตัวของมันเองที่คนรุ่นปัจจุบันไม่สนใจใครรู้อีกต่อไป

          ปัจจุบันไม่มีผู้นิยมสร้างคัมภีร์งาช้างอีกแล้ว ทั้งข้อจำกัดทางด้านวัสดุและความรู้เชิงช่าง คัมภีร์งาช้างที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันจึงเป็นโบราณวัตถุทางศาสนาที่สะท้อนความเชื่อถือศรัทธา ภูมิปัญญาดั้งเดิม และความอุตสาหะของช่างที่ต้องการฝากฝีมือเชิงศิลปะหลากแขนงไว้แก่พระพุทธศาสนาโดยแท้จริง

223465463_113205357718260_968402180418970630_n.jpg