IMG_20210724_072118.jpg

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาชุมชนมอญบ้านม่วง 
      ความเป็นมาของบ้านม่วงชุมชนมอญ ที่ผ่านจากการบอกเล่าชาวบ้านเชื่อกันว่าบรรพบุรุษรุ่นแรกอพยบมาจากประเทศพม่าในสมัยอยุธยาราวรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ 2133 - พ.ศ.2148) โดยติดตามพระมหาเถรคันฉ่องซึ่งเป็นพระสงฆ์เชื้อสายมอญนิกายมหายานเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำแม่กลองให้ชื่อหมู่บ้านเหมือนบ้านเดิมในพม่าว่า "บ้านม่วง" ซึ่งมีภาษามอญ เรียกว่า  "กว้านเกริก"


      ชุมชนบ้านม่วงตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก เป็นชุมชนที่เก่าแก่กว่า 354 ปี ชาวบ้านม่วง ต่างเคร่งครัดในพุทธศาสนา มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายยังสามารถดำรงวัฒนธรรมเอกลักษณ์ของชาวมอญอยู่ได้มากกว่าชุมชนอื่นในปัจจุบัน ชาวบ้านม่วงมีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีและธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคร่งครัดล้วนมีผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้นความผูกพันต่อชุมชนและการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้านตลอดมา

สภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งและอาณาเขตของชุมชนมอญบ้านม่วง
           บริเวณที่เรียกว่าบ้านม่วงซึ่งเป็นชุมชนหมู่บ้านของชาวมอญนี้จะหมายถึงบริเวณบ้านหมู่ที่ 3 , 4 และ 5 ของตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตำบลบ้านม่วง มีอาณาเขตติดต่อตำบลต่างๆดังนี้ 
           ทิศเหนือ          ติดต่อกับตำบลคุ้งพยอม
           ทิศใต้              ติดต่อกับอำเภอโพธาราม
           ทิศตะวันออก   ติดต่อกับตำบลนครชุม
           ทิศตะวันตก     ติดต่อกับตำบลหนองปลาหมอ


           บ้านม่วงเป็นชุมชนหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองทำนองเดียวกับชุมชนหมู่บ้านอื่นๆ ที่อยู่ในเขตตำบลบ้านม่วง ตำบลคุ้งพยอม   และตำบลนครชุม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มมีที่ตอนเพียงจำนวนน้อย ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์  ที่อำเภอท่าม่วง  จังหวัดกาญจนบุรีเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมาในหน้าน้ำน้ำที่ล้นฝั่งแม่น้ำแม่กลองขึ้นมาจะท่วมพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทำนาและบริเวณพื้นที่ปลูกสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัยสำหรับชาวบ้านสภาพน้ำท่วมสูงแบบนี้ดูจะเป็นสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอันเป็นปกติของฤดูน้ำ เมื่อครั้งกระโน้นนอกจากลำน้ำแม่น้ำแม่กลองอันเป็นแม่น้ำสำคัญแล้วบ้านม่วงยังมีลำคลองหนองและบึงเป็นแหล่งหรือทางน้ำอื่นๆอีกเช่น คลองท่าช้าง คลองม่วง คลองอินทนิล คลองงิ้ว บึงมะนาว บึงกระจับและหนองบอน

การคมนาคม ของชาวบ้านม่วงในสมัยก่อน

          ใช้วิธีการเดินทางโดยทางเท้าโดยเดินเลาะเลียบไปตามริมฝั่งแม่น้ำเพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือเพื่อข้ามฝากไปในเมืองหรือไปตลาดซึ่งในสมัยนั้นถนนหนทางยังไม่มีการสร้างขึ้นมาและยานพาหนะยังไม่มีเข้ามาในชุมชนและต่อมาในปี พ.ศ. 2521ชุมชนบ้านม่วงได้มีการสร้างสะพานขึ้นมาเป็นสะพานแรกซึ่งสร้างจากไม้สะพานนี้ถือเป็นสะพานไม้ที่เกิดจากแรงศรัทธาของชาวบ้านเชื้อสายมอญ 2 ฝั่งแม่น้ำแม่กลองช่วยกันสร้างเสร็จในวันเดียว เพื่อความสะดวกในการข้ามมาร่วมงานศพอาจารย์ดวง อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านม่วง ท่านมรณะภาพเมื่อปี พศ.2521 ทางวัดเก็บศพไว้ 2 ปีก่อนประกอบพิธีเผาเมื่อวันที่ 18 เมษายน พศ. 2524 และต่อมาความเจริญเริ่มเข้ามาสู่ชุมชนจึงมีการสร้างถนนในหมู่บ้านและมีการสร้างสะพานปูนที่แข็งแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2535 จึงทำให้การสัญจรไปมาของคนในชุมชนสะดวกสบายขึ้น

เศรษฐกิจของชาวบ้านม่วง 
           บ้านม่วงตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตกซึ่งบริเวณบ้านโป่งฝั่งตะวันตกนี้จะไม่ค่อยได้รับการพัฒนาในเรื่องถนนหนทางดังเช่นฝั่งตะวันออกของบ้านโป่งหรือเท่ากับ 2 ฝั่งของโพธารามที่พัฒนาเร็วในเรื่องการคมนาคมทางบกโดยเฉพาะรถไฟและถนนทางเดินเลียบแม่น้ำบ้านม่วงจึงเป็นชุมชนเล็กๆที่อยู่อย่างเงียบสงบและสามารถดำรงวัฒนธรรมมอญอยู่ได้นานจนทุกวันนี้
ลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านม่วงมักเป็นที่ราบลุ่มและที่ดอนบ้างมีแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ต่อนายเช่นบึงวังมะนาวเมื่อก่อนมีขนาดกว้างประมาณ 500 ไร่แต่ปัจจุบันแห้งเหลือประมาณ 200 ไร่บึงกระจับมีลักษณะเป็นรูปลำคลองใหญ่บางแห่งกว้างเป็นบึงรูปไข่เล็กกว่าบึงวังมะนาวครึ่งนึงหนองบอนนี้อยู่เหนือวัดขุนศรี
 
           ชาวมอญบ้านม่วงส่วนใหญ่ยึดอาชีพหลักคือการทำนาซึ่งมักจะทำนาหลังบ้านหรือถัดจากแม่น้ำเข้าไปโดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติและคลองต่างๆดังกล่าวที่เก็บน้ำไว้ในฤดูฝนและเป็นลำรางให้น้ำในแม่น้ำที่ไหลเอ่อล้นเข้าไปตามท้องทุ่งท้องนา ก่อนสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์เมื่อ 20 ปีกว่ามาแล้วชาวบ้านม่วงทำนาได้ครั้งเดียวต้องอาศัยฝนฟ้าในฤดูน้ำหลาก การทำนาในลักษณะนี้ของชาวบ้านม่วงมักได้ผลไม่แน่นอนเพราะถ้าน้ำมากข้าวจะตายแต่ถ้าน้ำน้อยข้าวก็จะแห้งตาย การทำนาในบ้านม่วงจึงมักได้ผลในที่ดอนมากกว่าและที่ราบลุ่มมีจำนวนมากนักมักทำนาไม่ค่อยได้ผลเพราะน้ำแม่น้ำแม่กลองมักท่วมอยู่เกือบทุกปีชาวบ้านม่วงจึงประสบปัญหาทำนาไม่ได้ผลนักจึงไม่ค่อยร่ำรวย และนอกจากการทำนาแล้วชาวบ้านม่วงยังจับปลาที่ชุกชุมนานาชนิดมารับประทานและนำมาทำปลาแห้งหรือปลาร้าไว้รับประทานเศรษฐกิจของชาวบ้านม่วงจึงเป็นลักษณะแบบพอยังชีพในด้านการค้าขายน้ำชาวมอญบ้านม่วงไม่นิยมพร้อมบ้านม่วงเป็นชุมชนที่ไปไหนไม่สะดวกนักและเศรษฐกิจหลักของชาวบ้านคือทำนาเท่านั้นเมื่อมีการสร้างเขื่อนการชลประทานค่อนข้าง ให้น้ำได้แน่นอนในเขตชลประทานจึงสามารถทำนาได้ 2 หน แต่เนื่องจากพื้นที่นาในเขตชลประทานของบ้านม่วงมีไม่มากจึงไม่อาจทำให้ชาวบ้านม่วงร่ำรวยขึ้นมาได้เท่าใดนักการทำนายในระยะหลังต้องพึ่งพาอาศัยปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากจึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น


          ในอดีตการทำนาปลูกข้าวเพื่อการบริโภคในระบบเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพโดยอาศัยน้ำฝนและน้ำที่ไหลหลากมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติจัดเป็นกิจกรรมการทำมาหากินพื้นฐานของชุมชนมอญบ้านม่วงแห่งนี้ ชาวมอญบ้านม่วงจะเริ่มไถนาด้วยวัวตั้งแต่ก่อนที่จะถึงหน้าน้ำคือราวเดือน 6 ซึ่งตรงกับเดือนพฤษภาคมหรืออย่างช้าก็เดือนมิถุนายนเพื่อที่ได้ทำการเพาะปลูกข้าวให้สามารถยืนต้นและเติบโตได้ทันกลับช่วงฤดูน้ำหลากล้นท่วมพื้นที่น. ด้วยเหตุนี้ที่ระยะเวลาทำการเพาะปลูกข้าวมีเพียงช่วงเวลาสั้นๆชาวบ้านจึงนิยมที่จะทำนาหวานมากกว่านาดำ นาดำจะเป็นวิธีการที่ใช้ทำในพื้นที่ที่เรียกว่า นาดอน ซึ่งระดับน้ำในหน้าน้ำจะไม่ลึกมากจนเกินไปนักและการที่ชาวบ้านต้องเร่งรีบไถนาและหว่านเมล็ดข้าวก่อนที่ฝนจะตกชุก (ซึ่งหลังจากเวลานี้ไม่นานนักก็จะเป็นช่วงเวลาที่น้ำจะหลากล้นขึ้นมาท่วมพื้นนา) ชาวนาจึงนิยมใช้วัวเป็นสัตว์ลากจูงคันไถมากกว่าที่จะเป็นควายเพราะวัวสามารถทำงานในพื้นที่แห้งกลางแดดได้ดีกว่าควาย 
          การทำนาของชาวบ้านม่วงในอดีตโดยใช้การขายที่ลากจูงวัวนั้นการเลี้ยงดูให้มีชีวิตและอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงนับว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในช่วงฤดูทำนาในหน้าน้ำนั้นการเลี้ยงวัวสำหรับหมู่บ้านม่วงเป็นเรื่องที่ทำกันเองในแต่ละครอบครัวที่น่าสนใจคือการเลี้ยงวัวในหน้าแล้งมันเป็นช่วงระยะเวลาที่พ้นจากงานเพาะปลูกถึงเก็บเกี่ยวข้าวแล้วชาวบ้านจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้งานวัวทุกวันเหมือนกับช่วงเวลาที่เตรียมดินเพาะปลูกอีกทั้งชาวบ้านโดยส่วนรวมก็ว่างจากงานอาชีพหลักในช่วงระยะเวลานี้ชาวบ้านม่วงจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งจะทำให้การดำรงชีวิตบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองดำเนินไปได้ดียิ่งขึ้นที่สำคัญ หลายชนิด อาทิเช่นการทอผ้า ทอเสื่อ การซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตร การตีเหล็ก หาฟืน หาปลาเป็นต้น
          นอกจากวัวแล้วแรงงานคนในครอบครัวสมาชิกในกลุ่มเครือญาติ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการผลิตข้าวประจำของแต่ละปี กลุ่มเพื่อนบ้านในชุมชนที่มีความสนิทสนมจะถูกระดมแรงงานเข้ามาช่วยงานในช่วงที่มีงานเพาะปลูกข้าวต้องการความเร่งรีบและต้องใช้แรงงานมาก เช่น การเกี่ยวข้าว รูปแบบของการระดมแรงงานเพื่อนบ้านที่รู้จักกันดีคือ "การลงแขก" 
          "การลงแขก" เป็นรูปแบบของการระดมแรงงาน จากสมาชิกในกลุ่มญาติ และเพื่อนบ้านในชุมชนหมู่บ้านที่สนิทสนมซึ่งลักษณะที่ปรากฏอาจมองว่าเป็นการรวมกลุ่มทำงานเฉพาะกิจมิได้มีโครงสร้างที่จะทำให้กลุ่มมีการรวมตัวอย่างต่อเนื่องถาวร แต่ความจำเป็นในทางอาชีพซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติและจังหวะเวลาที่ต้องเร่งรีบทำการให้ทันกับโอกาสที่เปิดให้มิฉะนั้นพืชผลที่เพาะปลูกจะเสียหาย จำเป็นต้องอาศัยแรงงานที่มากกว่าที่มีในครอบครัว

217617455_104604318578364_1044096581770262744_n.jpg

ชุมชนบ้านม่วง

บ้านม่วง เป็นชุมชนมอญริมแม่น้ำแม่กลองที่เก่าแก่นับ แต่สมัยอยุธยาตอนกลาง และมีวัดม่วง เป็นศูนย์รวมจิตใจมา ตลอดจนทุกวันนี้ เป็นหมู่บ้านมอญที่ยังคงมีวัฒนธรรมมอญอยู่มาก ดังจะเห็นได้จากประเพณีการนับถือผี และประเพณีเกี่ยว กับพุทธศาสนา

IMG_20210612_092719_edited.jpg

วัดม่วง

คอยแจ้งข่าวให้ลูกค้าทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หากต้องการปรับเนื้อหานี้ให้เป็นของคุณเอง เพียงแค่ใส่รูปภาพ ข้อความและลิงก์ หรือเชื่อมต่อข้อมูลจากคอลเลคชั่นของคุณ  

IMG_20210605_110650.jpg

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

คอยแจ้งข่าวให้ลูกค้าทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หากต้องการปรับเนื้อหานี้ให้เป็นของคุณเอง เพียงแค่ใส่รูปภาพ ข้อความและลิงก์ หรือเชื่อมต่อข้อมูลจากคอลเลคชั่นของคุณ  

IMG_20210605_111747.jpg

ศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วง

คอยแจ้งข่าวให้ลูกค้าทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หากต้องการปรับเนื้อหานี้ให้เป็นของคุณเอง เพียงแค่ใส่รูปภาพ ข้อความและลิงก์ หรือเชื่อมต่อข้อมูลจากคอลเลคชั่นของคุณ