IMG_20210724_065019.jpg

ชุมชนบ้านม่วง

          “บ้านม่วง” ชุมชนมอญแห่งใหญ่ของ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จากการบอกเล่าของชาวบ้าน เชื่อกันว่าบรรพชนรุ่นแรกอพยพจากพม่า ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร (พ.ศ. ๒๑๓๓-๒๑๔๘) โดยติดตามพระมหาเถระ   คันฉ่อง ซึ่งเป็นพระสงฆ์มอญ เข้ามาตั้งถิ่นฐานยังริมแม่น้ำแม่กลอง โดยใช้ชื่อ หมู่บ้านเหมือนบ้านเดิมในเมืองมอญว่า “บ้านม่วง” (กวานเกริก) และได้สร้างวัดประจำหมู่บ้านว่า “วัดม่วง” ต่อมา

           ในทะเบียนวัดของกรมการศาสนา ได้ระบุว่า “วัดม่วง” ประกาศจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๓ ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา ในรัชสมัย ของสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑)

          แต่จากการค้นคว้าและอ่านคัมภีร์ใบลาน (อักษรมอญ) จำนวนมาก ที่มีในวัดม่วง พบว่าคัมภีร์ส่วนใหญ่ระบุจารที่วัดม่วง และระบุศักราชจารอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงปัจจุบัน

คัมภีร์ใบลานที่จารเก่าที่สุด คือ คัมภีร์ใบลาน หมายเลข ๓๒๐ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระปริต (๑๒ ตำนาน) ในตอนท้ายจาร ไว้ว่า:  “…..ศักราช ๑๐๐๐ เดือน ๖ แรม ๕ ค่ำ วันศุกร์ จารเสร็จเมื่อตะวันบ่าย กระผมชื่อ อุตตมะจารไว้ในวัดม่วง”

          “ศักราช ๑๐๐๐” นั้นเป็นจุลศักราช เมื่อเทียบเป็นพุทธศักราช จะเท่ากับ (๑๐๐๐+๑๑๘๑) พ.ศ. ๒๑๘๑ ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๓-๒๑๙๘) และหลังรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรประมาณ ๓๐ ปีเศษ

          จึงอาจจะเป็นได้ว่า ชาวมอญรุ่นแรกของบ้านม่วง อาจ จะอพยพมาในราวสมัยสมเด็จพระนเรศวรจริง และใช้เวลาใน การตั้งชุมชน และสร้างวัด และจารคัมภีร์ใบลานที่เก่าที่สุดในเวลาอีก ๓๐ ปีเศษต่อมา

           อย่างไรก็ตาม อายุของการจารคัมภีร์ใบลานผูกนี้ แสดงว่าในปี พ.ศ. ๒๑๓๑ สมัยอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้า ปราสาททอง ได้มีวัดม่วงแล้ว และวัดม่วงมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕๔ ปี มาแล้วอย่างแน่นอน

         นั่นหมายความว่า ชุมชนมอญบ้านม่วง เป็นชุมชนที่เก่าแก่ กว่า ๓๕๔ ปีด้วย ชาวมอญในบ้านม่วงก็เช่นเดียวกับชุมชนมอญอื่น ๆ ในบริเวณฝั่งแม่น้ำแม่กลอง เช่น บ้านโป่ง โพธาราม ที่มีชาวมอญอพยพเข้ามาหลายครั้ง นับแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้งอพยพมาจากเมืองมอญโดยตรง และ อพยพมาจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ และจากหมู่บ้านอื่น ๆ ในบริเวณแม่น้ำ แม่กลอง การหนีภัยสงคราม ตามมาอยู่กับเครือญาติ และการ แต่งงานระหว่างกัน

          “ชาวบ้านม่วง” ต่างเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา มีวิถี ชีวิตที่เรียบง่าย ยังสามารถดำรงวัฒนธรรมเอกลักษณ์ ของชาวมอญอยู่ได้อย่างเหนียวแน่น

วัดม่วง เป็นศูนย์รวมจิตใจ และการศึกษาของชาว บ้านม่วง ตลอดชีวิตของชาวมอญบ้านม่วงนั้นเกี่ยวข้องกับวัด ตั้งแต่เกิดกระทั่งตาย “พระ” โดยเฉพาะท่านเจ้าอาวาสจึงมี บทบาทเป็นผู้นำทางจิตใจ การศึกษา และการพัฒนาชุมชน

          ในสมัยก่อน พ่อแม่จะพาลูกไปทำบุญที่วัดเสมอ และเด็กชายทุกคนจะถูกส่งไปอยู่ประจำที่วัดเพื่อเล่าเรียนหนังสือมอญ โดยมีพระเป็นครูสอนการเขียน-อ่านภาษามอญ เด็กเหล่านั้นจะช่วยงานวัดด้วย เมื่อเรียนจบแล้วถึงวัย ก็จะบวชเรียนอีกอย่างน้อย ๓ พรรษา ชาวบ้านม่วงจะเรียกคนที่เล่าเรียนหรือบวชเรียนมาแล้วว่า “คนได้หนังสือมอญ”                     

           เด็กหญิงมอญบ้านม่วง เริ่มมีโอกาสเรียนหนังสือ แต่เป็นการเรียนหนังสือไทย เมื่อทางจังหวัดราชบุรีร่วมกับชาวบ้านม่วงและหลวงปู่เข็ม (พระครูชัยคิรีศรีสวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดม่วง ในสมัยนั้นได้สร้างอาคารเรียนหลังแรกในวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ให้ลูกหลานชาวบ้านได้ศึกษาเล่าเรียน และต่อมาได้เปิดโรงเรียนเป็นทางการใน พ.ศ.๒๔๘๐ ชื่อโรงเรียนวัดม่วง (ศรี ประชา)

           วัดม่วงในสมัยหลวงปู่เข็ม เจริญมาก เพราะหลวงปู่เข็ม เป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองนี้เพียงองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกะเหรี่ยง ตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปถึง เมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช      คนลาวจากหนองปลาหม้อและชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็มาบวชที่วัดม่วงกัน

           หลังจากหลวงปู่เข็มมรณภาพแล้ว วัดม่วงมีท่านเจ้าอาวาสต่อมา คือ หลวงปู่โว่ะ หลวงปู่ดวง (พระครูสังวราภิวัฒน์) และอาจารย์ลม (พระครูวรธรรมพิทักษ์) ชาวบ้านม่วงต่างให้ความเคารพท่านเจ้าอาวาสวัดม่วงมาก เมื่อมีเรื่องราวคดีความ กัน ถ้าได้รับการว่ากล่าวจากท่าน มักจะยุติ ชาวบ้านจึงอยู่กันอย่างสันติ ไม่ค่อยมีปัญหาในการอยู่ร่วมกันในชุมชน

           บ้านม่วง เป็นชุมชนมอญริมแม่น้ำแม่กลองที่เก่าแก่นับ แต่สมัยอยุธยาตอนกลาง และมีวัดม่วง เป็นศูนย์รวมจิตใจมา ตลอดจนทุกวันนี้ เป็นหมู่บ้านมอญที่ยังคงมีวัฒนธรรมมอญอยู่มาก ดังจะเห็นได้จากประเพณีการนับถือผี และประเพณีเกี่ยว กับพุทธศาสนา

ขอบคุณข้อมูลจาก e-chayaratchaphuri