IMG_20210724_064759.jpg

ประเพณี 12 เดือนบ้านม่วง

ประเพณีใน 12 เดือน มีอะไรบ้าง

          เดือนอ้าย              หรือช่วงเดือนธันวาคม คือ ประเพณีการตำข้าวเม่า

          เดือนยี่                 หรือช่วงเดือนมกราคม คือ ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว

          เดือนสาม              หรือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ คือ ประเพณีบุญข้าวหลาม ส่งไฟทาน "จอง โอ๊ะ  ต่าน"

          เดือนสี่                 หรือช่วงเดือนมีนาคม คือ ประเพณีเลี้ยงตาเจ้าบ้าน

          เดือนห้า                หรือช่วงเดือนเมษายน คือ ประเพณีบุญสงกรานต์

          เดือนหก                หรือช่วงเดือนพฤษาคม คือ ประเพณีเลี้ยงผีมอญ รำผีมอญ

          เดือนเจ็ด               หรือช่วงเดือนมิถุนายน คือ ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน

          เด็อนแปด              หรือช่วงเดือนกรกฏาคม คือ ประเพณีถวายเทียนพรรษา

          เดือนเก้า               หรือช่วงเดือนสิงหาคม คือ ประเพณีหว่านข้าวทำนา

          เดือนสิบ                หรือช่วงเดือนกันยายน คือ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง

          เดิอนสิบเอ็ด           หรือช่วงเดือนตุลาคม คือ ประเพณีบุญออกพรรษา

          เดือนสิบสอง           หรือช่วงเดือนพฤจิกายน คือ ประเพณีไหว้แม่โพสพ (ลอยกระทง)

เดือนที่ ๑ (อ้าย) ตำข้าวเม่าไหว้ผีเรือนและถวายพระสงฆ์

เก็บ แช่ คั่ว ตำ ฝัด ข้าว คนแก่เฒ่ารักษาไว้

กลิ่นเม่าหอมรัญจวนใจ รักษาไว้คงอยู่นาน

            ประเพณีการตำข้าวเม่า เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว หลังจากที่ชาวนาปลูกข้าวมาได้ระยะหนึ่ง ในระยะที่ข้าวค่อนข้างจะแก่ ใกล้ระยะเก็บเกี่ยว ชาวนาจึงนิยมเก็บเกี่ยวข้าวนั้นมาตำเป็นข้าวเม่า ข้าวที่สามารถนำมาทำข้าวเม่าได้นั้นเป็นได้ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว

            ข้าวเม่าจัดเป็นอาหารหวานอย่างหนึ่งของชาวไทยที่ประกอบอาชีพทำนา ชาวนาจะนำข้าวแก่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้ นำมาคั่ว ตำ แล้วนำไปรับประทานได้เลย ถ้าทำสุกใหม่ ๆ ก็จะนิ่ม หรือบางคนก็จะนำไปคลุกเคล้าด้วยน้ำตาลทราย มะพร้าวและเกลือ รับประทานเป็นอาหารว่างแทนขนมหวาน

            ปัจจุบัน การตำข้าวเม่ากำลังจะสูญหายไปจากชาวนาไทย เนื่องจากสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป จากสังคมเกษตรกรรม กลายมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม แต่ในบางท้องถิ่นก็ยังคงมีประเพณีตำข้าวเม่า เนื่องจากสภาพชีวิตของชุมชนยังมีความผูกพันอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

            การตำข้าวเม่าเป็นประเพณีหนึ่งซึ่งนอกจากจะนำความสนุกสนานรื่นเริงมาสู่ชาวบ้านแล้วยังทำให้ได้กินของอร่อย และสามารถตากแห้งเก็บไว้กินได้ตลอด ทั้งปี

            ยุคก่อนนั้น การตำข้าวเม่ามักจะทำในเวลากลางคืน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นช่วงคืนเดือนหงายในระหว่างคั่วข้าวเม่าบนเตาไฟ การตำข้าวเม่า จะทำในช่วงระยะเวลาที่ข้าวออกรวง เมล็ดข้าวมีสีเหลืองอมเขียวหรือมีสีเหลืองเกือบทั้งรวง ชาวนาก็จะเก็บเกี่ยวและมัดรวมเป็นกำ ๆ จากนั้นก็นำรวงข้าวมาวางบนกระด้งใบใหญ่ ใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนรวงข้าวที่นำมากองรวมกัน (เรียกว่า "การนวดข้าว") จนกระทั่งเมล็ดข้าวหลุดร่วงออกมาจากรวงหมด หลังจากนั้นฝัดเอาเมล็ดข้าวที่ลีบออกให้หมด นำไปใส่กระบุง ใช้เกลือป่นโรยลงไปพอประมาณ ต่อจากนั้นก็ก่อไฟ เมื่อไฟติดดีแล้วตั้งหม้อดินหรือกระทะขนาดใหญ่ ใช้ถ้วยแกงตักเมล็ดข้าวในกระบุงหนึ่งถึงสองถ้วย ใส่ลงในหม้อดินหรือกระทะ ใช้ไม้ไผ่เหลาปลายแหลมยาวประมาณศอกเศษ ตรงปลายแหลมเสียบติดกับกาบมะพร้าวที่มีเปลือกติดอยู่ ตัดสั้นขนาดหนึ่งฝ่ามือตามขวาง ใช้สำหรับคนเพื่อให้เมล็ดข้าวในหม้อดินหรือกระทะถูกความร้อนได้ทั่วถึงกัน จนกระทั่งได้ยินเสียงข้าวในหม้อดินหรือกระทะแตก แล้วให้รีบยกลง เทข้าวลงในครกแล้วช่วยกันตำ การตำก็จะตำด้วยสากมือหรือครกกระเดื่อง ซึ่งทำจากไม้แก่น มีความยาวประมาณหนึ่งวา สลับกันตำสองหรือสามคน ลงสากไล่กันไป จนกว่าเม็ดข้าวจะแบนเป็นข้าวเม่า สังเกตเมล็ดข้าวจะมีลักษณะลีบแบนทั่วทั้งหมด แล้วนำมาใส่ในกระด้ง แล้วฝัดแยกส่วนที่เป็นผงหรือป่นมาก ๆ ออก แล้วนำไปเก็บในภาชนะ

            ปัจจุบันข้าวเม่าไม่ถือว่าหมดไปจากสังคมคนไทยเชื้อสายมอญเสียเลยทีเดียว เพราะยังมีข้าวเม่าวางขายทั่วไปตามท้องตลาด หากแต่กระบวนการทำ ประเพณีอันงดงาม กลิ่นอายท้องทุ่งนาและความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนที่มารวมตัวกัน ในการทำข้าวเม่านั้นหายากเสียเต็มที แต่ก็ยังพอมีบางชุมชนที่ยังคงหลงใหลใคร่ในกลิ่นอายของประเพณีตำข้าวเม่า จึงคงอนุรักษ์ตำข้าวเม่าช่วงปลายมกราคมไว้ตราบเท่าทุกวันนี้

เขียนใน GotoKnow

โดย วิทวัส อันตาผล

ใน เส้นทาง กลางฝัน

เดือน ๒ (ยี่) ลงแขกเกี่ยวข้าวและลงแขกนวดข้าว

            ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว หมายถึง การที่เจ้าของนาจะบอกเพื่อนบ้านให้รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวเมื่อใด และเมื่อถึงวันที่กำหนดเจ้าของนาก็จะต้องปักธงที่ที่นาของตนเพื่อให้เพื่อนบ้านหรือแขกที่รู้จะได้มาช่วยเกี่ยวได้ถูกต้องทั้งนี้เจ้าของนาจะต้องจัดเตรียมอาหาร คาวหวาน สุรา บุหรี่ น้ำดื่ม ไว้รองรับด้วย และในการขณะเกี่ยวข้าวก็จะมีการละเล่นร้องเพลงเกี่ยวข้องระหว่างหนุ่มสาวเป็นที่สนุกสนานและเพลิดเพลินเพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อยได้

            ประเพณีลงแขกนวดข้าว สมัยก่อนเวลาเกี่ยวข้าวเสร็จจะต้องแยกข้าวออกจากรวงข้าวด้วยด้วยวิธีการนวดข้าว โดยส่วนใหญ่สมัยนั้นเขาจะลงแขกนวดข้าว เป็นประเพณีที่ดีงาม แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วจ้างรถสีข้าวอย่างเดียว

            ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวและนวดข้าว เป็นประเพณีอีกอย่างหนึ่งของชาวนา ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากในสภาพปัจจุบัน ชาวนาส่วนใหญ่ จะเป็นผู้มีน้ำใจไมตรี ดังนั้นในการทำกิจการ งานใดๆ ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเพราะทุกคนต่างมีน้ำใจให้กันและกัน ช่วยงานกันคนละมือละไม้ใช้เวลาไม่นานงานก็สำเร็จลุล่วงไปได้สมปรารถนา การลงแขก ก็คือการบอกกล่าวขอแรงบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ให้มาช่วยทำงานนั่นเอง งานที่จะลงแขกกันนั้นอาจจะเป็นงานส่วนรวมหรืองานส่วนตัวก็ได้ สำหรับงานส่วนตัวนั้นส่วนมากมักจะเป็นงานใหญ่สุดกำลังคนในครอบครัวจะทำได้ หรืออาจจะเป็นงานหนักแต่จำเป็นต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว จึงต้องบอกกล่าวให้ญาติพี่น้องเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือเพื่อให้งานเสร็จสิ้นไปงานที่มักลงแขก เช่น การลงแขกทำนา ซึ่งมีการลงแขกดำนา ลงแขกเกี่ยวข้าว ลงแขกตีข้าว (นวดข้าว) เป็นต้น

            "ประเพณีลงแขก”กำลังจะกลายเป็นตำนาน เมื่อวิถีชีวิตชาวนาเปลี่ยนไปในอดีตถึงฤดูกาลเก็บ เกี่ยว ชาวนาจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนช่วยกันเกี่ยวข้าว โดยไม่มีค่าจ้าง แต่ปัจจุบันลูกหลานหนีเข้าโรงงาน-เป็นลูกจ้างเถ้าแก่ ทำให้แรงงานในนาขาดแคลนอย่างหนัก หลายครอบครัวต้องพึ่งเครื่องจักรช่วยแม้ต้องใช้ทุนสูงก็ต้องยอม

เดือน ๓ บุญข้าวหลาม ทำบุญฟืนไฟถวายพระสงฆ์ (จอง โอ๊ะห์ ต้าน)

            ประเพณีสารทเดือนสามเป็นประเพณีที่แสดงความสามัคคี ความพร้อมเพรียงของชาวไทยเชื้อสายมอญที่มาร่วมกันลงแรงกายและแรงศรัทธา จัดพิธีเผาฟืนเพื่อให้ความอบอุ่นแก่พระภิกษุสงฆ์และจัดทำข้าวหลามถวายพระสงฆ์ เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพชน

            ก่อนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม ชาวบ้านฝ่ายชายจะจัดเตรียมตัดแต่งต้นโอ๊ะต้าน คำว่า โอ๊ะต้านเป็นภาษามอญ โอ๊ะแปลว่าฟืน ต้านแปลว่าทาน โอ๊ะต้านแปลว่าการทำทานฟืน โอ๊ะต้านเป็นต้นไม้สำคัญที่ใช้ในพิธีสารทเดือนสามร่วมกับข้าวหลามและดอกทอง ในการประกอบพิธีโอ๊ะต้านจะต้องใช้กิ่งโอ๊ะต้านเสียบด้วยดอกทอง ปัจจุบันต้นไม้ชนิดนี้หายาก จึงใช้ต้นนกยูงป่าหรือต้นกระถินแทน แต่ก็ยังเรียกว่า ต้นโอ๊ะต้าน

เมื่อตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำไปปักไว้รอบ ๆ เสาที่ปักเตรียมไว้ที่ลานวัด พร้อมกันนั้นก็จะนำหญ้าคามามัดติดกับโคนกิ่งโอ๊ะต้านเพื่อให้ไฟติดได้ดี

            เวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. ของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม ฝ่ายชายจะจุดไฟเผากิ่งโอ๊ะต้านจนเหลือเป็นถ่านเสร็จแล้วแบ่งถ่านที่ได้ออกเป็นสามกอง เพื่อถวายพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หลังจากนั้นจะนิมนต์พระสงฆ์มานั่งล้อมวงรอบกองไฟในบริเวณพิธี มัคนายกกล่าวถวายกองฟืนที่เหลือเป็นกองถ่าน แล้วถวายข้าวหลามพร้อมเครื่องดื่ม หลังจากเมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว ก็จะให้พรเป็นเสร็จพิธี หลังจากนั้นชาวบ้านต่างก็จะแลกเปลี่ยนข้าวหลามกันรับประทานรอบ ๆ กองไฟเป็นที่สนุกสนาน

            พิธีสารทเดือนสาม เป็นพิธีที่ชาวไทยเชื้อสายมอญเชื่อว่า การทำทานฟืนร่วมกับข้าวหลามและดอกทอง (ดอกไม้ชนิดหนึ่ง) ในวันเพ็ญเดือนสามนั้น นอกจากเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้วยังอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษด้วย

 

เดือน ๔ ผู้ชายจักสาน ผู้หญิงทอผ้า

            ยามว่างจากงานในนา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน” แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนไทยเชื้อสายมอญ ที่มีความผูกพันกับการทอผ้า พอ ๆ กับการทำนา ที่เป็นงานหลัก เมื่อว่างจากการทำนาทำไร่ ก็จะมาช่วยกันทอผ้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเพื่อใช้ในงานสำคัญ ๆ โดยส่วนมากจะทอมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ เสื้อ ซิ่น (ผ้านุ่ง) ซ่ง (กางเกง) โสร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าคลุมไหล่ เครื่องนอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม และเครื่องใช้ที่จะถวายพระในงานบุญประเพณีต่าง ๆ เช่น ที่นอน หมอน ผ้าห่อคัมภีร์ ผ้ากราบ ส่วนผู้ชายก็จะเข้าป่าเพื่อหาตัดไม้มาจักสาน เช่น ตะกร้า สุ่ม ฆ้อง กระบุง กระจาด เป็นต้นเพื่อเครื่องมือเครื่องใช้ในครอบครัว

เดือน ๕ ประเพณีบุญสงกรานต์ (ปัจอะห์ต๊ะห์) 

            เป็นเทศกาลสำคัญประจำปีของชาวมอญ จะมีการทำบุญเฉลิมฉลองกันอย่างมโหฬารในทุกหมู่บ้านของชุมชนคนมอญ เทศกาลนี้ใช้ระยะเวลาหลายวัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกๆ ปี

            พิธีสงกรานต์ของชาวมอญจะเริ่มจากการทำบุญฉลองสงกรานต์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ คือ การแห่ข้าวแช่ แห่ปลา ปล่อยปลา แห่สงกรานต์ และจบลงด้วยการทำบุญกลางบ้าน และรำเจ้าประจำปีของแต่ละหมู่บ้าน คนมอญถือกันว่าประเพณีนี้เป็นการขึ้นศักราชใหม่ จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ด้วย การทำบุญรักษาศีลเพื่อเป็นการต้อนรับศกใหม่ และเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และนางสงกรานต์ การเตรียมการจะเริ่มก่อนวันสงกรานต์ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะมีการเตรียมกวนขนมกาละแม ซึ่งเป็นขนมที่ต้องใช้แรงงานคนมากในการทำ ชาวบ้านจะช่วยกันกวนกาละแมในกระทะเหล็กขนาดใหญ่ ใช้เวลากวนประมาณ 4 ชั่วโมงต่อกระทะ นอกจากกาละแมแล้ว จะมีการกวนข้าวเหนียวแดงหรือข้าวเหนียวแก้ว ซึ่งเป็นขนมสำหรับทำบุญในเทศกาลนี้เช่นกัน แล้วยังมีการทำ "คะนอบจิน” หรือขนมจีน ซึ่งเป็นอาหารของมอญแต่โบราณมาแล้วเพื่อเตรียมทำบุญด้วย แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ข้าวแช่ ซึ่งมอญเรียกว่า "เปิงฮงกราบ”

            ในเช้าวันที่ 13 เมษายน ชาวบ้านจะจัดเตรียมข้าวแช่ใส่สำรับ โดยนิยมใส่ในหม้อดินเผา เพราะจะทำให้ข้าวแช่เย็นและมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน และในสำรับก็จะมีอาหารที่ใช้รับประทานกับข้าวแช่ ชาวบ้านจะนำข้าวแช่นี้ไปถวายพระสงฆ์ที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะเดียวกันที่บ้านก็จะทำพิธีบูชานางสงกรานต์ที่มอญเรียกว่า "มิ๊ห์ซงกราน” ด้วยการสร้างศาลเพียงตาที่บริเวณหน้าบ้าน แล้วนำข้าวแช่พร้อมเครื่องบูชามาวางไว้ การทำบุญในวันสงกรานต์จะทำกัน 3 วัน คือวันที่ 13, 14 และ 15 เมษายน ในระหว่างการทำบุญนี้จะมีการส่งสำรับให้แก่ญาติและผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือด้วย โดยลูกหลานหรือผู้น้อยจะนำสำรับอาหารไปไหว้ผู้ใหญ่เพื่อเป็นการแสดงความคารวะ ซึ่งปกติจะทำกันปีละ 2 ครั้ง คือในวันสงกรานต์ และวันออกพรรษา ส่วนในตอนเย็นและเวลากลางคืนจะมีการละเล่นตามหมู่บ้านต่างๆ โดยส่วนมากแล้วจะจัดเป็นที่เล่นสะบ้ามอญ รำผีกะด้ง การละเล่นสะบ้าเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มๆ สาวๆ ได้มีโอกาสรู้จักและสนิทสนมกัน แต่ทั้งนี้ก็เป็นการกระทำที่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ เพราะสถานที่เล่นสะบ้านั้นจะจัดขึ้นในบริเวณหมู่บ้านและยังมีพิธีปฏิบัตืสำคัญอีกอย่างก้อคือ การค้ำโพธิ์โรยทราย

            วันที่ ๑๔ เมษายนเป็นช่วงวันสงกรานต์  หรือเรียกตามประเพณีล้านนาว่า "วันเนาว์"  ตามธรรมเนียมบ้านมอญโพธารามมีความเชื่อ วันเนาว์ ตรงกับวันใดในสัปดาห์ผู้ที่มีวันเกิดตรงกับวันนั้น จะต้องมีการค้ำโพธิ์โรยทราย

            การค้ำโพธิ์  ทำเพื่อค้ำจุนพุทธศาสนาสืบต่อชะตาชีวิต ภาษามอญเรียกว่า เติ้งอะเยิ่น แปลคร่าวๆคือ การค้ำชะตาชีวิตตน

            การโรยทราย  ที่ถนน เพื่อให้ชีวิตยืนยาว  สาเหตุที่ต้องโรยทรายที่ถนน เพราะอดีตถนนหนทางยังเป็นถนนดิน  มีหลุมบ่อ โรยทรายให้ถมหลุมบ่อตามถนนเป็นกุศโลบายของบรรพชน

             หลังวันที่ 15 เมษายนมาแล้ว จะมีการแห่นางสงกรานต์ ปล่อยปลา เช่น ที่ พระประแดง ทางเกาะเกร็ดจะมีการแห่น้ำหวานมาบรรจุขวดไปถวายพระตามวัดต่างๆ โดยมีการจัดขบวนแห่กันอย่างยิ่งใหญ่ คนมอญจะยังคงทำบุญและสนุกสนานกันต่อไปจนถึงวันทำบุญกลางบ้าน สรงน้ำพระ และแห่หางหงส์ การทำบุญกลางบ้านหรือที่ชาวมอญเรียกกันว่า "ป๊ะห์กาวยา อาโต้ห์กวาน” เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชาวบ้านและหมู่บ้านนั้นมีการเลี้ยงพระในตอนเช้า ชาวบ้านในหมู่บ้านจะมาช่วยกันจัดอาหารมาถวายพระและเลี้ยงกันในหมู่ชาวบ้าน เมื่อทำบุญกลางบ้านแล้ว การเฉลิมฉลองการขึ้นศักราชใหม่ จะมีการทำบุญต่อเนื่องไปอีกด้วยการจัดพิธีทำบุญสรงน้ำพระ

             เนื่องจากสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดมาก ชาวบ้านจึงร่วมกันจัดทำบุญสรงน้ำพระ ซึ่งในการสรงน้ำพระนี้ชาวบ้านจะทำพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปและพระเจดีย์ที่สำคัญประจำวันเกิด หลังจากการสรงน้ำพระ ชาวบ้านจะมาร่วมกันแห่หางหงส์ ซึ่งหงส์นี้จะทำขึ้นด้วยผ้าสีสันคล้ายๆ ธง ยาวประมาณ 2-3 วา ชาวบ้านจะช่วยกันทำก่อนงานแล้ว เมื่อถึงวันงานจะนำมาเข้าขบวนไว้ที่เล้าหงษ์ในบริเวณวัด โดยวัดมอญส่วนใหญ่จะมีเล้าหงส์อยู่หน้าวัด ในทุกๆ ปีเมื่อมาถึงเทศกาลสงกรานต์ จะต้องมีการนำหางหงส์ขึ้นประจำเล้าหงส์ด้วยการจัดให้มีการแห่หางหงส์จากหมู่บ้านมาที่วัด และช่วยกันชักเอาหางหงส์นั้นขึ้นลอยสู่ยอดเล้าหงส์ และก่อนจะถึงขั้นนั้นชาวบ้านจะทำพิธีบูชาพระเจดีย์ หรือพระพุทธรูปสำคัญของวัดพร้อมทั้งมีการสวดมนต์ จากนั้นจึงช่วยกันชักหางหงส์ขึ้นสู่ยอดเล้า เมื่อการทำบุญต่างๆ ผ่านมาจนถึงวันที่มีการสรงน้ำพระนี้แล้ว คนมอญทั้งหลายก็เชื่อว่าความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นศิริมงคลทั้งหลายมีพร้อมอยู่ในหมู่บ้านและเป็นของชาวบ้านเหล่านั้น อันเป็นผลบุญที่ได้จากการประกอบการกุศล ทั้งคุณพระรัตนตรัยและเทพยดาอารักษ์ปกปักรักษาให้มีความสุข ความเจริญ ร่มเย็น การเฉลิมฉลองศกใหม่จึงเป็นนิมิตรหมายอันดีงาม ที่จะทำให้ทุกคนมีชีวิตอย่างสงบสุขตลอดไป

เดือน ๖ ฤดูทำนาและประเพณีเลี้ยงตาเจ้าบ้าน (ไหว้ผีมอญ)

             เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ฤดูฝนและน้ำท่าบริบูรณ์ในเดือนนี้คนไทยเชื้อสายมอญที่มีอาชีพทำนาก็เริ่มลงมือไถนา ซึ่งในสมัยโบราณยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงอย่างเช่นสมัยนี้จึงใช้วัวควายในการไถนาซึ่งจะต้องทำพิธีการแรกนาขวัญเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าฤดูการทำนาได้มาถึงแล้ว  และในเดือนนี้ยังมีอีกหนึ่งพิธีสำคัญที่คนไทยเชื้อสายมอญลูกหลานมอญทุกหลังคาเรือนจะประกอบพิธีกรรมในเดือนนี้ก็คือประเพณีเลี้ยงตาเจ้าบ้านหรือไหว้ผีมอญ

            ความเชื่อเรื่องผีที่ขาดไม่ได้สำหรับคนมอญ แม้คนมอญจะเคร่งครัดในพุทธศาสนาแต่ก็นับถือผีอย่างเหนียวแน่นเป็นน้ำเนื้อเดียวกัน และผีที่คนมอญนับถือก็เป็นผีบ้านผีเรือน หรือผีบรรพชน ไม่ใช่ผีทั่วไปอย่างผีต้นกล้วย ผีนางตานี หรือผีไม่มีหัวนอนปลายตีนที่ไหน

            ชาวมอญทั่วไปมีความเชื่อเรื่องผีมอญ ซึ่งเป็นผีบรรพชน หรือผีของปู่ย่าตายายเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ แต่ละครอบครัวต้องมีการสืบทอดการนับถือผี โดยมากจะเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว แต่ชุมชนมอญทางสมุทรสาครจะเป็นลูกชายคนสุดท้อง ถ้าไม่มีก็ให้ลูกชายคนอื่นหรือพี่น้องผู้ชายเป็นผู้สืบทอด

            สิ่งของที่รับสืบทอดผีซึ่งเป็นดังตัวแทนของบรรพชนในการนับถือผีได้แก่ แหวนทอง 1 วง ผ้านุ่งผ้าห่มสีแดง เสื้อผ้าชุดมอญ 1 ชุด เมื่อจะมีการแบ่งผีหรือสืบทอดผี ให้นำของที่ใช้สืบทอดใส่ตะกร้าหรือหีบมิดชิด นำไปวางหรือแขวนเอาไว้ที่เสาผีในบ้านของตน การรับสืบทอดผีมีเพียงกล่าวบอกรับเท่านั้น ผีมอญนั้นแบ่งได้หลายประเภทตามสัญลักษณ์ผีแต่ละตระกูล (Totem) โดยมากจะเป็นชนิดอาหารที่ต่างๆ กัน ทำให้มีผู้วิเคราะห์ว่า เป็นอาหารที่ปู่ย่าตายายชื่นชอบเมื่อสมัยยังมีชีวิต และเชื่อถือสืบทอดกันสั่งเสียต่อมายาวนานกระทั่งปัจจุบัน

            สัญลักษณ์ในการนับถือผีสามารถบ่งบอกความเป็นเครือญาติในสายตระกูลผ่านประเภทของผี เช่น ผีเต่า ผีงู ผีไก่ ผีข้าวเหนียว ผีกล้วยหอม ผีม้า เป็นต้น ทุกปีจะต้องบูชาสังเวยผีด้วยอาหารคาวหวาน เหล้า บุหรี่ ดอกไม้ธูปเทียน และผ้าสี อาหารสำคัญของผีเกือบจะทุกประเภทอย่างหนึ่งคือ เต่า หากพบเจอเต่าที่ใดก็ตามต้องบอกว่า “เต่าเน่า” หรือ “เต่าเหม็น” ไม่เช่นนั้นจะต้องจับมาปรุงอาหารเซ่นไหว้ผีเรือน

            สิ่งซึ่งจะขาดเสียไม่ได้สำหรับผู้ที่นับถือผีมอญก็คือการประกอบพิธีกรรมรำผีมอญ ทั่วไปอาจเรียกได้ว่าเป็นประเพณี ด้วยการรำผีมอญมักจะต้องทำกันเป็นประจำทุกปีมิได้ขาด โดยมากนิยมทำกันตั้งแต่เดือน 4 ถึงเดือน 6 โดยบ้านมอญทุกหลังจะมีเสาผีอยู่ทางทิศใต้ของเรือน การตั้งเสาผีตั้งที่บ้านใหญ่ คือบ้านพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เสาผีมีผ้าแดงผูกไว้ เป็นการบูชาผีเรือน จะเปลี่ยนผ้าใหม่เมื่อเข้าฤดูฝน หมดฤดูแล้งจะมีการสังเวยบูชาใหม่ เครื่องสังเวยผีมีเงิน ทอง ข้าวเหนียว ไข่ น้ำตาลปึก ดอกไม้ ผลไม้ต่างๆ การสังเวยผีประจำปีนั้นก็เพื่อขอให้ผีบรรพชนช่วยป้องกันคนในบ้านไม่ให้เจ็บป่วย อยู่เย็นเป็นสุข หากคนในบ้านทำไม่ดี การลบหลู่ต่อหน้าเสาผีถือว่าเป็นการผิดผี ต้องมีการรำผี ถ้าไม่รำผีคนในบ้านจะเจ็บป่วย การรำผีจะไม่รำในวันพระและช่วงเข้าพรรษา ถ้ามีการผิดผีเดือนอื่นก็อาจเก็บไว้รำช่วงเดือน 4-6 พร้อมกันทีเดียวได้

            ขั้นตอนการรำผี จะมีโต้ง (เจ้าพิธีรำผี) เป็นผู้สั่งการ ตั้งแต่การเสี่ยงทายหากผลการเสี่ยงทายออกมาว่าเหตุอาเพศนั้นๆ มีสาเหตุมาจากการผิดผี โต้งจะเป็นผู้กำหนดวัน บอกแบบแผนก่อสร้างโรงพิธี เจ้าบ้านต้องจัดเตรียมปี่พาทย์มอญ เครื่องประกอบพิธี เครื่องสังเวย อาหารหวานคาว เหล้า บุหรี่ ผลไม้ ดอกไม้ธูปเทียน ส่วนอาหารที่ขาดไม่ได้ในพิธีรำผีก็คือ เต่า เมื่อตั้งโรงพิธี เตรียมเครื่องสังเวยพร้อมแล้ว โต้งจะสั่งการให้เจ้าของบ้านหรือลูกหลานแต่งกายตามแบบมอญ จุดธูปเทียนบอกกล่าว รำถวายตามชุดต่างๆ ตามกำหนดโดยมีปี่พาทย์มอญประโคมทุกขั้นตอน ระยะเวลาการรำผีขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในตระกูลมากน้อยเพียงใด บางตระกูลอาจรำแต่เช้าจรดค่ำ ข้อสำคัญของการรำผีคือ สมาชิกทุกคนในตระกูลจะต้องมาร่วมพิธี หากมาไม่ครบจะถือว่าการรำผีนั้นๆ ไม่ขาด (ยังติดค้างความผิด) ต้องจัดพิธีรำผีขึ้นใหม่จนกว่าผีจะยอมรับ

            การนับถือและเซ่นไหว้ตลอดจนการประกอบพิธีกรรมรำผีมอญมีข้อกำหนดให้ลูกหลานต้องปฏิบัติดูแลผีบรรพชนอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ น่าเชื่อว่า เป็นกุศโลบายของคนโบราณที่ต้องการให้ลูกหลานไม่ลืมบรรพชนปู่ย่าตายาย การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีตามแบบที่ปู่ย่าตายายสืบทอดส่งมอบต่อเนื่องมา ตลอดจนการดูแลใส่ใจสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ และสมาชิกในชุมชน เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในอันจะส่งเสริมให้สังคมดำเนินไปได้อย่างปกติสุข สมาชิกของสังคมสามารถอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัย ร่วมแรงร่วมใจ และใส่ใจดูแลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้หากมีเหตุการณ์ดังนี้เกิดขึ้น ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายมอญ ในปีนั้นการเลี้ยงผีมอญก็สามารถยกเว้นได้ดังนี้ การยกเว้นการเลี้ยงผีมอญในปีนั้น ธรรมเนียมบ้านมอญปัจจุบันประเพณีการเลี้ยงผีบ้าน (ฮะเจียะยะ) ของพี่น้องคนไทยเชื้อสายมอญมีเหลือน้อยมากที่จะทำตามแบบโบราณเนื่องจากอิทธิพลของสมัยใหม่เข้ามานับว่าจะหาดูได้ยากมาก

            ประเพณีการเซ่นไหว้ผีบ้าน ผีบรรพชน ตระกูลใดเคยเซ่นไหว้เดือนไหน ก็ต้องเซ่นไหว้ ในเดือนนั้น ประจำเสมอ  (เว้นวันเสาร์กับวันพระ) จะเลื่อนไปเป็นเดือนอื่นไม่ได้เด็ดขาด จะมีโทษฐานละเลย ไม่เคารพนับถือประเพณีผีบ้าน (อะล๊กฮ๊อยะ) ผีบรรพชน ท่านจะโกรธ จะเกิดเภทภัยต่างๆ นาๆ แก่บรรดาญาติพี่น้องในตระกูลนั้น

#ข้อยกเว้นไม่ต้องเลี้ยงหรือเซ่นไหว้ผีบ้าน (อะล๊กฮ๊อยะ) ผีบรรพชน

#ประจำปีนั้น ในกรณี

            1.พี่น้องคนในตระกูลเดียวกันตาย ถ้าหากปีนี้มีคนในตระกูลตายหลังจากที่เลี้ยงผีไปแล้ว ในปีถัดไปจะไม่มีการเลี้ยงผี แต่จะทำพิธีอะเนกะชาและบรรจุกระดูก

            2.หญิงในตระกูลเดียวกันตั้งครรภ์ จนกว่าจะคลอด จึงจะเลี้ยงผีได้

            3.คนในตระกูลผีบ้านเดียวกันจัดงานรำผีให้แก่ผีบ้าน

            หากมีเหตุการณ์ดังนี้เกิดขึ้น ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายมอญ ในปีนั้นการเลี้ยงผีมอญก็สามารถยกเว้นการเลี้ยงผีมอญในปีนั้นได้เช่นกัน

เดือน ๗ ถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์

            ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลในครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ-เจ้า ทำบุญด้วยการถวายผ้าอาบน้ำฝน ผ้าอาบน้ำฝน ถึงแม้ว่าไม่ได้จัดอยู่ในชุดไตรจีวร แต่ก็หมายถึงเครื่องนุ่งห่มอันจำเป็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์เช่นกัน การถวายผ้าอาบน้ำฝนให้พระภิกษุนั้น ก้เพื่อให้ท่านได้ใช้สำหรับอาบน้ำในช่วงฤดูฝน

เดือน ๘ หล่อและถวายเทียนจำนำพรรษา

            การถวายเทียนพรรษาได้กระทำขึ้นก่อนเทศกาลเข้าพรรษาแด่พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกปี คือก่อนวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือเดือน ๘ ที่สอง ในกรณีที่มีอธิกมาส พุทธศาสนิกชนก็จะพากันขวนขวายให้มีการถวายเทียนจำนำพรรษาแก่วัดในท้องถิ่นของตน เพื่อให้พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ เดือน สมัยก่อนเทียนพรรษามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะพระสงฆ์ต้องใช้จุดให้แสงสว่างในการศึกษาพระธรรมวินัย แต่ในปัจจุบันนั้นเทียนพรรษาอาจจะมีความสำคัญลดน้อยไป ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาได้เปลี่ยนมาถวายหลอดไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย เป็นต้นแทน แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีการถวายเทียนพรรษากันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามของชาวพุทธไม่ให้สูญหายไป

เดือน ๙ ทำนาหว่านข้าว ปักกล้าดำนาในฤดูทำนาปี

            ในช่วงเดือนนี้คนไทยเชื้อสายมอญที่มีอาชีพทำนาก็จะเริ่มลงมือทำนาในฤดูนาปี วิถีชีวิตคนไทยเชื้อสายมอญ นับแต่อดีตมุ่งปลูกข้าวเพื่อบริโภคเป็นหลัก เหลือเก็บในยุ้งฉางก็จะนำไปแลกเปลี่ยนกับปัจจัยอื่น เช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค หรืออาหารประเภทอื่นๆ แต่ไม่นิยมขายข้าว ไม่แลกเปลี่ยนข้าวกับเครื่องมือประหัตประหาร เพราะคนไทยเชื้อสายมอญมีความเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีบุญคุณ มีจิตวิญญาณมีพระแม่โพสพประจำอยู่ข้าวเป็นอาหารในบริโภคเท่านั้น ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ. อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศได้เข้ามา และยุคสมัยก็ทำให้ข้าวเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการค้าขายมากขึ้น จนปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่มีการทำนาหลายครั้งได้ในรอบปีทำให้ชาวนาส่วนใหญ่มุ่งทำนาเพื่อขายข้าวเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น เช่น รถแทรกเตอร์ ปุ๋ยเคมี เพื่อให้ได้ผลผลิตเร็วที่สุด และมากที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงระบบนิเวศและจารีตประเพณีที่สืบต่อกันมา

             ย้อนกลับไปถึงการทำนา หรือการปลูกข้าว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ และการทำนาก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติ คนในเกษตรสังคมจึงให้ความสำคัญและเคารพธรรมชาติ ทำให้มีพิธีกรรมและความเชื่อมากมาย ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตข้าว มีทั้งพิธีกรรมส่วนครอบครัว ส่วนชุมชน ส่วนชุมชนที่พระมหากษัตริย์และราชการจัดขึ้น เป็นการปลูกฝังพฤติกรรมทางจริยธรรม ผูกจิตวิญญาณของคนไทยเชื้อสายมอญไว้กับข้าวจนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

เดือน ๑๐ ตักบาตรน้ำผึ้ง

            ตักบาตรน้ำผึ้ง" เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยเชื้อสายรามัญ(มอญ) จะจัดขึ้นในวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 หรือประมาณเดือนกันยายน ซึ่งชาวมอญจะเรียกว่า " บังฮะเบี้ยงต๊าดซาย " แปลว่าการทำบุญตักบาตรน้ำผึ้ง(หล่องฮะเปียงดาจซาย)

            สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ป่าเลไลย์มีช้างและลิงคอยอุปัฏฐากโดยการนำเอาอ้อย และน้ำผึ้งคอยถวายต่อมาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสามเณรรับน้ำผึ้งและน้ำอ้อย มาบริโภคเป็นยาได้

            การตักบาตรน้ำผึ้งมักจัดกันที่ศาลาวัด ขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น ชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งมาใส่บาตร และนำน้ำตาลใส่ในจานที่วางคู่กับบาตร ส่วนอาหารคาวหวานจะใส่ในภาชนะที่วางแยกไว้อีกด้านหนึ่ง อาหารพิเศษที่นำมาใส่บาตรได้แก่ ข้าวต้มมัด ถวายเพื่อให้พระฉันจิ้มกับน้ำผึ้งหรือน้ำตาล

            ประเพณีดังกล่าวนั้นได้สืบทอดกันมาช้านานซึ่งชาวมอญได้ปฏิบัติต่อๆ กันมาเป็นประเพณีหนึ่งของชาวบ้านที่แสดงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาทางวัดจะจัดเตรียมบาตรไว้บนศาลาการเปรียญสำหรับให้ชาวบ้านนำน้ำผึ้งรินลงในบาตรที่ใต้บาตรมีผ้าขนาดผ้าเช็ดหน้าวางอยู่ด้วย น้ำผึ้งที่ชาวบ้านตักใส่บาตรไว้นั้น วัดจะรวบรวมเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรคชาวมอญเชื่อว่าการตักบาตรดังกล่าวมีอานิสงส์มากเพราะพระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้เพื่อใช้เป็นยาในคราวจำเป็นเมื่อเกิดอาพาธ เพราะน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมที่สำคัญของยาดังนั้นชาวมอญจึงมีความเชื่อว่าการถวายน้ำผึ้งแด่พระสงฆ์จะได้อานิสงส์มากและจะเป็นผู้ที่อุดมไปด้วยลาภยศทั้งชาตินี้และชาติหน้าและความศรัทธานั้นก็ยังคงมีให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้และนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งประเพณีที่คนมอญมักจะทำกันในช่วงเดือนนี้คือ การตำข้าวเหนียวเพื่อมาทำขนม และขนมชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า ขนมแดกงา เป็นขนมพื้นบ้านของชาวไทยและชาวมอญ พบได้ในหลายพื้นที่ทางภาคกลางเรียกข้าวเหนียวแดกงาหรือขนมแดกงา ทางจังหวัดพิจิตรเรียกขนมข้าวโป่ง ชาวไทใหญ่แต่เดิมเรียกข้าวตำงา แต่ปัจจุบันเรียกขนมข้าวปุกและโยงความหมายเข้ากับการปลุกใจคนไทใหญ่ให้กอบกู้ชาติบ้านเมือง ภาคอีสานเรียกขนมข้าวเบียง ส่วนภาษามอญเรียกขนมนี้ว่ากวาญย์คะเปียง การทำขนมชนิดนี้จะนำข้าวเหนียวมาตำในครกตำข้าว ขณะตำจะโรยงาคั่ว เหยาะน้ำเกลือ ตำให้แหลกเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน ตักขึ้นมาแบ่งเป็นชิ้น จิ้มน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทราย ทางจังหวัดอุทัยธานีจะทำขนมนี้ให้มีไส้หวานอยู่ข้างใน ขนมแดกงาทางภาคกลางนั้น ทางภาคเหนือเรียกข้าวหนุกงา นำข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆเคล้ากับเม็ดงาขี้ม้อนคั่ว ให้เม็ดงาติดข้าวเหนียวจนทั่ว แล้วนำมารับประทาน

เดือน ๑๑ กวนกระยาสารท ตักบาตรออกพรรษา

            วันสารทมอญนั้น เป็นอีกหนึ่งประเพณีของชนชาวมอญที่มักกระทำกันในช่วงวันออกพรรษา คือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี    ซึ่งจะต่างกับประเพณีวันสารทไทย ที่จะทำกันในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ หรือที่นิยมเรียกกันว่า วันทำบุญสารทเดือนสิบ ส่วนวันสารทลาว นั้นจะกระทำในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่ง วันสารทมอญ นั้นเป็นวันที่ชาวมอญถือตามคติและความเชื่อในตำนานวันเทโวโรหะณะ หรือวันพระเจ้าเปิดโลก ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จกลับจากแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะนคร ในวันนั้นพระพุทธองค์ทรงได้แสดงปาฏิหาริย์โดยให้มนุษย์โลกได้เห็นนรกและสวรรค์ เหล่าเทวดาได้เห็นมนุษย์และสัตว์นรก สัตว์นรกได้เห็นเทวดาและมนุษย์  จากตำนานดังกล่าวชาวมอญจึงถือเอาคติที่ว่านี้สืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาในช่วงวันนี้ และจะมีโอกาสมารับส่วนบุญส่วนกุศลจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ชาวมอญจึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้และเชื่อว่า หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้ว ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข

            ในวันสารทมอญนี้ ชาวมอญจะจัดเตรียมข้าวของที่จะนำไปทำบุญที่วัดต่างๆเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของตน และสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ในประเพณีวันสารทมอญ ก็คือ "ขนมกระยาสารท" กระยาสารทนี้จะทำด้วย ข้าวตอก ข้าวเม่า งาคั่ว ถั่วลิสงคั่ว แบะแซ น้ำอ้อยหรือน้ำตาล โดยนำของทั้งหมดมากวนในกะทะให้เข้ากัน เมื่อเสร็จแล้วนำมาปั้นเป็นก้อน หรือนำมาอัดแล้วตัดเป็นแผ่นก็ได้ โดยชาวมอญมักจะกวนกระยาสารทกันในช่วงก่อนวันออกพรรษากัน จะต่างจากคนไทยที่จะกวนกันในช่วงสารทไทย คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ชาวมอญนั้นจะนำกระยาสารทไปทำบุญที่วัดในวันออกพรรษา แล้วส่วนหนึ่งก็จะแจกจ่ายให้กับบรรดาญาติพี่น้องพวกพ้องทั้งหลาย เป็นการผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันในชุมชนสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เดือน ๑๒ ตั้งศาลพระแม่โพสพที่ทุ่งนา ประเพณีลอยกระทงสาย

            ประเพณีรับขวัญข้าวเป็นประเพณีที่ชาวนาส่วนใหญ่เชื่อว่า แม่โพสพเป็นเทพธิดาประจำต้นข้าว และเป็นผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม ได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ชาวนาจึงได้ให้ความเคารพนับถือกราบไหว้แม่โพสพมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และด้วยความเชื่อที่ว่า “แม่โพสพเป็นผู้หญิง ตกใจและเสียขวัญง่าย จึงมักจะมีการทำพิธีรับขวัญแม่โพสพในทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับต้นข้าว” ทั้งในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง หรือในช่วงที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวและนำข้าวขึ้นไปเก็บในยุ้ง เป็นต้น ประเพณีรับขวัญแม่โพสพในระยะข้าวตั้งท้อง มักจะทำในช่วงออกพรรษาหรือ ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี และนิยมทำพิธีกันในวันศุกร์

            ชาวนาเชื่อว่า เมื่อทำให้แม่โพสพพึงพอใจแล้วจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่อุดมสมบูรณ์ ไม่มีแมลงและศัตรูข้าวมารบกวน และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำนาให้กับชาวนาได้เป็นอย่างดี

            สำหรับสิ่งของประกอบในพิธี ด้วยตามความเชื่อแม่โพสพเป็นผู้หญิง จึงเชื่อว่าท่านอยากทานอาหารเหมือนคนท้อง เช่นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ชาวนาจึงทำพิธีทำขวัญแม่โพสพที่แปลงนาพร้อมกันในช่วงเวลาที่ข้าวตั้งท้อง โดยจัดนำอาหารคาวหวาน ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว สำหรับคนแพ้ท้อง เช่น มะยม มะเฟือง มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวย รวมทั้งมีความรักสวยรักงามเจ้าของนาจึงได้นำเครื่องแต่งกาย เช่น สไบ สร้อยทอง รวมถึงเครื่องเสริมความงามต่าง ๆ เช่น หวี กระจก แป้งจันทร์ น้ำมันหอม มาเป็นเครื่องแต่งตัวให้กับแม่โพสพ และเนื่องด้วยในเดือนนี้เป็นช่วงฤดูน้ำหลากจึงยังมีประเพณีหนึ่งที่สำคัญคือ ประเพณีลอยกระทงที่ได้จัดกระทำขึ้นทุกๆปีไม่ได้ทำแต่ในเฉพาะคนมอญแต่คนในชาติอื่นๆก็ยังคงถือปฏิบัติกันนั่นก็คือประเพณีลอยกระทงแต่การลอยกระทงของคนมอญบ้านม่วงจะแตกต่างจากที่อื่นๆก็คือคนบ้านม่วงจะลอยกระทงสายเพื่อเป็นการขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระแม่คงคา ที่เราได้ใช้สอยประโยชน์จากพระแม่คงคารวมถึงอาจจะมีในบางครั้งที่เราทำสิ่งไม่ดีหรือทำให้พระแม่คงคาสกปกประเพณีนี้จึงทำขึ้นมาเพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณของพระแม่คงคาและบูชารอยพระพุทธบาท

ลอยกระทงสาย (ลอยถาด)

            ประเพณีนี้จัดทำในวันเพ็ญเดือน 12 ของทุกปี จะมีประเพณีหนึ่งที่ชาวมอญและชาวไทยทั่วประเทศให้ความสำคัญ นั่นก็คือประเพณีลอยกระทง ที่ไม่ว่าจะภาคกลาง เหนือ อีสาน หรือใต้ ก็ล้วนจัดกิจกรรมในวันลอยกระทงขึ้นทั้งสิ้น.

             ประเพณีการลอยกระทงของประเทศไทยนั้นมีมาแต่โบราณ ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและความเชื่อที่มีมาแต่ดั้งเดิม เช่น ประเพณียี่เป็ง ทางภาคเหนือ ลอยกระทงสาย ที่       จ.ตาก หรือลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่ จ.สุโขทัยและในจังหวัดราชบุรีเอง ก็มีประเพณีลอยกระทงพื้นบ้านอย่าง “กระทงสาย” เป็นประเพณีตามแบบอย่างของชาวมอญที่สืบทอดกันมา เป็นการประดิษฐ์กระทงขึ้นมาจากกระดาษ ที่คิดค้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน มาลอยกันที่แถบลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณย่าน อ.บ้านโป่ง ถึง อ.โพธาราม

             สำหรับการทำกระทงกระดาษ มีความเชื่อว่าผู้ที่ริเริ่มคิดทำกระทงกระดาษ คือ หลวงพ่ออุตตมะ แห่งวัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เนื่องจากในแต่ละปีนั้นจะต้องใช้ใบตองเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอกับลูกศิษย์ที่เดินทางไปทำบุญที่วัด ซึ่งการหาใบตองให้ได้จำนวนมากก็เป็นไปได้ยาก ประกอบกับที่หลวงพ่อเห็นว่าชนชาวมอญนั้นมีภูมิปัญญาที่สามารถตัดและพับกระดาษได้หลายรูปแบบ จึงให้ชาวมอญนำภูมิปัญญาที่มีอยู่มาใช้ในการทำกระทง เพื่อความประหยัด และได้กระทงจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

            ในเวลาต่อมากระทงสายก็เริ่มเข้ามาสู่ชุมชนลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณ อ.บ้านโป่ง โดยเริ่มมาจาก พระครูวรธรรมพิทักษ์ (หลวงพ่อลม) อดีตเจ้าอาวาสวัดม่วง (เหนือ) อ.บ้านโป่ง ที่ได้นำกระทงกระดาษมาลอยในงานลอยกระทงของวัด เนื่องจากเป็นชุมชนชาวมอญเช่นเดียวกับที่สังขละบุรี. ในการลอยกระทงกระดาษของชาวบ้านโป่ง จะนัดเวลามาลอยพร้อมๆ กัน เช่น นัดลอยกันในช่วงหัวค่ำ โดยวัดทางต้นน้ำก็จะลอยพร้อมๆกันลงมา พอมาถึงวัดม่วง(เหนือ) ทางวัดก็จะปล่อยกระทงให้ลอยพร้อมๆกัน ดูงดงามยิ่งใหญ่ และเป็นที่มาของคำว่า “กระทงสาย” ที่มีกระทงลอยเป็นเส้นสายสวยงาม. แต่สำหรับที่ อ.โพธาราม นั้นมีความแตกต่างออกไปจากเดิม คือ ใช้ถาดเป็นอุปกรณ์ในการลอยกระทงด้วย ซึ่งเรียกกันว่า “กระทงสาย (ลอยถาด)” การลอยกระทงสาย (ลอยถาด) เป็นการเริ่มจากการนำเอากระทงสายมาใช้งานวัด เพื่อให้เกิดเป็นสีสัน โดยเริ่มลอยที่วัดไทรอารีรักษ์ เป็นวัดมอญวัดเดียวที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองโพธาราม จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องกันมาในลุ่มน้ำแม่กลอง แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในสมัยก่อนหลวงพ่ออุตตมะ อาจจะไม่ได้ใช้ถาด แต่ใช้มือลอย แต่เมื่อมาถึงวัดม่วง (เหนือ) ก็เกิดการพัฒนาขึ้นมาอีก โดยใช้ถาดสังกะสีที่ทุดวัดมีอยู่ นำมาใส่กระทงกระดาษที่พับแล้วลงไปในถาด ซึ่งเวลาลอยใช้วิธีก็กดถาดลงในน้ำ แล้วดึงถาดออกทางด้านล่าง เมื่อนำประเพณีดังกล่าวมาใช้ที่โพธาราม ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า กระทงสาย (ลอยถาด)